สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ จับมือ SCGC Thai-Denmark CP-MEIJIและ FOREMOST ลงนามความร่วมมือ “โครงการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์นมในโรงเรียนฯ” นำร่อง 20 สถานศึกษา มุ่งสร้างต้นแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน สู่เมืองคาร์บอนต่ำ

   เมื่อ : 29 พ.ค. 2569

สระบุรี – 27 พฤษภาคม 2569 : สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของประเทศไทย โดยมุ่งบูรณาการนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มมูลค่าจากขยะของเสียในทุกภาคส่วน ล่าสุดขับเคลื่อน“โครงการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์นมในโรงเรียน (ถุง กล่อง ขวด) ภายใต้โครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ร่วมกับจังหวัดสระบุรี ศึกษาธิการจังหวัด ภาคีเครือข่ายรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน ได้แก่ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) (Thai-Denmark)ซีพี-เมจิ (CP-MEIJI) โฟร์โมสต์ (FOREMOST) และเอสซีจีเคมิคอลส์ (SCGC) นำร่องโรงเรียนต้นแบบ 20 แห่ง โดยมีวัตถุประสงค์ให้ภาคการศึกษาเป็นกลไกต้นน้ำในการปลูกฝังจิตสำนึกแก่เยาวชน เพื่อยกระดับการบริหารจัดการ รวมทั้งการคัดแยกบรรจุภัณฑ์นมใช้แล้วทุกประเภท ได้แก่ ถุง กล่อง และขวด อย่างถูกวิธี ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้นักเรียนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และมีส่วนร่วมในการนำขยะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โดยโครงการดังกล่าว ยังสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์การลดขยะตกค้าง และเพิ่มอัตราการรีไซเคิลในจังหวัดสระบุรี มุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และการจัดการขยะอย่างยั่งยืนของประเทศ ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2569 และสรุปผลการดำเนินงานเพื่อถอดบทเรียนการเรียนรู้ ภายในสิ้นปีปฏิทิน 2569

ดร. สุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการและนวัตกรรม เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC กล่าวว่า “SCGC มีเป้าหมายด้านความยั่งยืนโดยให้ความสำคัญกับ Low Waste Low Carbon ทั้งภายในองค์กร (In process) และภายนอก (After process) เน้นเรื่องการจัดการและคัดแยกพลาสติกใช้แล้วอย่างถูกต้องและครบวงจร พร้อมนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลด้วยนวัตกรรมขั้นสูง ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าใหม่ให้กับพลาสติกใช้แล้ว และช่วยลดปัญหาขยะ โดย SCGC ได้ส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่องโดยที่ผ่านมา ได้ดำเนินโครงการผ่านแนวคิด “ชุมชนไร้ขยะ” และโครงการถุงนมกู้โลก โดยเริ่มต้นที่ จ.ระยอง ในปี 2562 และ 2563ตามลำดับ และขยายผลความสำเร็จของโครงการ ‘ถุงนมกู้โลก’ สู่ระดับประเทศ โดยร่วมกับเครือข่ายสถานศึกษากว่า 1970 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้ความร่วมมือกับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สามารถเก็บถุงนมกลับเข้าสู่ระบบได้มากกว่า 3.7 ล้านใบ ช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 40 ตันคาร์บอน ซึ่ง SCGC ได้เปลี่ยนถุงนมพลาสติกใช้แล้วเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง (Post Consumer Recycled Resin - PCR) และผลิตเป็นเก้าอี้รีไซเคิลส่งกลับให้โรงเรียนที่ร่วมโครงการ  สำหรับ “โครงการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์นมในโรงเรียน ภายใต้โมเดลสระบุรีแซนด์บ็อกซ์” SCGCพร้อมนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่มีมาช่วยต่อยอดและขับเคลื่อนโครงการฯ โดยจะร่วมกับภาคีเครือข่ายในการสร้างระบบจัดเก็บและขนส่งที่มีประสิทธิภาพ (Take-Back System) ตั้งแต่ต้นทางในโรงเรียนไปจนถึงปลายทางที่โรงงานรีไซเคิล เพื่อเป็นการปิดวงจรขยะหลุดรอดสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม (Closed-loop Recycling)”

นายแดนณรงค์ ทองอันตัง ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. กล่าวว่า “ในปัจจุบันความผันผวนของสถานการณ์โลกส่งผลกระทบต่ออุปทานเม็ดพลาสติกและต้นทุนวัตถุดิบทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับปริมาณขยะจากบรรจุภัณฑ์โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนในแต่ละปีมีจำนวนมหาศาล หากขาดการบริหารจัดการที่เหมาะสม ขยะเหล่านี้จะกลายเป็นภาระและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางอ.ส.ค. ในฐานะผู้ผลิตและจัดส่งนมโรงเรียน จึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและริเริ่มโครงการ ไทย-เดนมาร์ค ร่วมรักษ์ อ.ส.ค. ชวนน้องสร้างมูลค่าจากขยะสู่ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก ภายใต้โมเดลความร่วมมือแบบ Public Private People Partnership (PPPP) ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ ร่วมกันผลักดันโรงเรียนนำร่องจำนวน20 แห่งในจังหวัดสระบุรี เพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมายวิสัยทัศน์ สระบุรีเมืองคาร์บอนต่ำ”

นางสาวชาลินี พูนลาภมงคล รองผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และความยั่งยืน บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด กล่าวว่า “ซีพี-เมจิ ดำเนินกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน ภายใต้เจตนารมณ์ ‘เพิ่มคุณค่าชีวิต(Enriching Life)’ และการจัดการของเสีย (Waste Management)ถือเป็นหนึ่งในภารกิจหลักด้านความยั่งยืน โดยในปี 2568 บริษัทสามารถลดขยะฝังกลบรวมได้ 1121.76 ตัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 3970.24 ตันคาร์บอน จากการดำเนินงานอย่างเป็นระบบทั้งภายในและภายนอกองค์กร ผ่านการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง การนำวัสดุกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และการสร้างความร่วมมือกับโรงเรียน ชุมชน และภาคีเครือข่ายในจังหวัดสระบุรีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ โครงการ ‘ซีพี–เมจิ แยกขวด ลดขยะ’ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ร่วมกับโรงเรียนรอบโรงงานจำนวน 7 โรงเรียน มีนักเรียนเข้าร่วมโครงการมากกว่า 3000 คน ผ่านกิจกรรมธนาคารขยะ ที่นักเรียนเป็นผู้ดำเนินการด้วยตัวเอง โดยในปี2568 สามารถลดปริมาณขยะได้ 10.57 ตัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 14.68 ตันคาร์บอน นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังได้ลงนามความร่วมมือภายใต้โครงการ ‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ Zero Waste School’ ขยายผลกิจกรรมสู่ 26 องค์กรในจังหวัดสระบุรี เพื่อร่วมขับเคลื่อนต้นแบบการจัดการของเสียและสังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน”

ดร. โอฬาร โชว์วิวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ กล่าวว่า “ภายใต้แนวคิด ‘Nourishing Thailand’ ในปีนี้ โฟร์โมสต์ยังคงมุ่งมั่นในการส่งมอบโภชนาการที่ดีให้กับคนไทย ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ในฐานะแบรนด์ที่เติบโตเคียงข้างคนไทยมา 70 ปี เราจึงให้ความสำคัญไม่เพียงแค่การส่งมอบผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ แต่รวมถึงการมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีให้กับสังคมไทยในทุกมิติ โฟร์โมสต์ยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านการพัฒนาโมเดลการเก็บกลับกล่องนมใช้แล้วเพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและสร้างคุณค่าใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน โฟร์โมสต์ยังได้ดำเนินโครงการเก็บกลับกล่องนมใช้แล้วอย่างต่อเนื่องในโรงเรียนกว่า 40 แห่งทั่วประเทศตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นปริมาณรวมมากกว่า 16.5 ตัน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสนับสนุนการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วและส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชน ความร่วมมือดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทฟรีสแลนด์คัมพิน่าทั่วโลก ที่มุ่งสู่การมีบรรจุภัณฑ์ที่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มรูปแบบ (Fully Circular Packaging) ภายในปี 2050”

 

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะมุ่งพัฒนาโมเดลการเก็บกลับบรรจุภัณฑ์นมทุกประเภทให้เป็นต้นแบบ และขยายผลสู่โรงเรียนทั่วจังหวัดสระบุรี ซึ่งในอนาคตจะสามารถลดขยะบรรจุภัณฑ์นมใช้แล้วได้ถึง120 ตัน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่านี้สู่ระดับประเทศอย่างยั่งยืน