Thailand–China Cooperation Expo 2026 เปิดเวทีจับคู่ลงทุนไทย–จีน ชู AI–หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ดันความร่วมมือเศรษฐกิจ รับคลื่นอุตสาหกรรมใหม่

   เมื่อ : 23 ก.ค. 2569

เมืองทองธานี – งาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 เปิดฉากอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ ท่ามกลางผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และนักธุรกิจจากไทยและจีนจำนวนมาก สะท้อนทิศทางการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจจาก "งานแสดงสินค้า" สู่เวทีเชื่อมโยงการลงทุน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

งานจัดขึ้นภายใต้แนวคิด "Investing for the Future, Growing Together" โดยความร่วมมือของหอการค้าไทย หอการค้าไทย-จีน และสมาคมการค้าวิสาหกิจจีนในประเทศไทย มุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน นวัตกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างสองประเทศ


นายกฯ ชูไทย–จีน เดินหน้าสู่ "50 ปีข้างหน้า"

นายอนุทินกล่าวว่า ปี 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ "ห้าสิบปีต่อไป" ของความสัมพันธ์ไทย-จีน หลังจากทั้งสองประเทศเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปีที่ผ่านมา โดยรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการต่อยอดความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะ AI เทคโนโลยีดิจิทัล และการลงทุนด้านนวัตกรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการล่าสุด ซึ่งได้เข้าร่วมงาน World AI Conference และเปิดสำนักงาน BOI แห่งใหม่ที่นครเฉิงตู เพื่อสนับสนุนการลงทุนของนักธุรกิจจีนเข้าสู่ประเทศไทย พร้อมย้ำว่ารัฐบาลเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน เช่น Thailand FastPass ซึ่งช่วยผลักดันโครงการลงทุนแล้วกว่า 700,000 ล้านบาท


จีนย้ำไทยเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์

นายอู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ "ห้าสิบปีทอง บทใหม่" ของความสัมพันธ์จีน-ไทย พร้อมเสนอแนวทางความร่วมมือ 3 ด้าน ได้แก่ การใช้เวที Expo เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างภาครัฐและเอกชน การส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม การวิจัย และการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะ SMEs รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชนของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ไฮไลต์สะท้อนทิศทางอุตสาหกรรมโลก


อีกหนึ่งจุดเด่นของงานคือการจัด ภายในงานมีการสัมมนาเรื่อง “The Future of Humanoid” Collaboration Between Thailand and China และการจัดแสดงเทคโนโลยีหุ่นยนต์จากผู้ผลิตชั้นนำของจีน ได้แก่ UBTECH, AGIBOT และ DOBOT ที่นำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หุ่นยนต์โลจิสติกส์ และหุ่นยนต์สุนัขอัจฉริยะมาสาธิตการเดิน วิ่ง เต้น การหยิบจับสิ่งของ และการทำงานร่วมกับมนุษย์


การนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาจัดแสดงสะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบซอฟต์แวร์ไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่ประเทศไทยต้องการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคการผลิตในระยะยาว

"ไทยไม่จำเป็นต้องแข่งจีน แต่ต้องร่วมมือ" ชูฮิวแมนนอยด์เป็นทางลัดยกระดับอุตสาหกรรม

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา กรรมการบริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ กล่าวว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ถือเป็นวิวัฒนาการสำคัญของอุตสาหกรรม หลังจากไทยใช้แขนกลและระบบอัตโนมัติในโรงงานมานานกว่า 30 ปี กล่าวว่า ความแตกต่างของหุ่นยนต์ยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ แต่เกิดจากการที่ AI เข้ามาทำหน้าที่เป็น "สมอง" ทำให้หุ่นยนต์สามารถรับรู้สภาพแวดล้อม วิเคราะห์ข้อมูล และตัดสินใจทำงานได้ยืดหยุ่นกว่าระบบอัตโนมัติแบบเดิม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงเทคโนโลยีครั้งสำคัญของภาคการผลิต


อย่างไรก็ตาม ดร.ชิตยอมรับว่า หากเปรียบเทียบกับจีน ไทยยังมีช่องว่างด้านเทคโนโลยีอยู่มาก ดังนั้นยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การพัฒนาแข่งขันตั้งแต่ต้น แต่เป็นการสร้างความร่วมมือกับประเทศที่มีความพร้อม


"โจทย์ของไทยไม่ใช่เริ่มนับหนึ่งใหม่เพื่อแข่งกับจีน แต่คือการร่วมมือ เพราะความร่วมมือจะเป็น Shortcut ที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้เร็วกว่า" เขาระบุว่า ระยะแรกควรนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ก่อนจะขยายไปยังภาคบริการในอนาคต

เร่งกำหนดมาตรฐาน รองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ดร.ชิตกล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือด้านหุ่นยนต์ระหว่างไทยกับจีนได้รับการสนับสนุนในระดับนโยบายของทั้งสองประเทศ แต่สิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการควบคู่กันคือการกำหนดมาตรฐาน (Standards) เพื่อให้การถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ


"เมื่อมีมาตรฐานกลาง ผู้ประกอบการ บุคลากร และภาคอุตสาหกรรมจะสามารถเรียนรู้และต่อยอดเทคโนโลยีได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในประเทศ"


ชี้ฮิวแมนนอยด์ไม่แย่งงาน แต่เข้ามาทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน

สำหรับข้อกังวลว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาแทนแรงงานมนุษย์นั้น ดร.ชิตมองว่า สถานการณ์ของไทยแตกต่างจากหลายประเทศ เนื่องจากกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายอุตสาหกรรม


หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะเข้ามาทำงานที่มีความเสี่ยง งานหนัก หรือเป็นงานที่แรงงานไม่ต้องการทำ มากกว่าจะเข้ามาแย่งตำแหน่งงานของคน ซึ่งจะช่วยรักษาขีดความสามารถในการผลิตของประเทศในระยะยาว

มองหุ่นยนต์เป็น New S-Curve ฟื้นซัพพลายเชนยานยนต์ไทย

ดร.ชิตยังมองว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จำนวนมากกำลังเผชิญกับคำสั่งซื้อที่ลดลง หากประเทศไทยสามารถดึงการลงทุนด้านหุ่นยนต์เข้ามาได้ ซัพพลายเชนเดิมจะสามารถปรับสายการผลิตมาสู่การผลิตชิ้นส่วนสำหรับหุ่นยนต์ได้ทันที


"นี่ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาแรงงาน แต่เป็นการสร้าง New S-Curve ให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย และเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้ผู้ประกอบการในประเทศ"

สมาคมหุ่นยนต์เซินเจิ้น มองไทยเป็นฐานลงทุนแห่งใหม่

ด้าน Ms. Rachel Tan เลขาธิการ Shenzhen Robotics Association กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมของจีนกำลังอยู่ในช่วงขยายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ และประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักลงทุนจีน จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทาน และนโยบายสนับสนุนการลงทุนของรัฐบาล


เธอกล่าวว่า บริษัทจีนจำนวนมากกำลังมองหาโอกาสตั้งโรงงานในไทย ไม่เพียงเพื่อรองรับตลาดอาเซียน แต่ยังเป็นการสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับผู้ประกอบการไทยในระยะยาว


AI ต้องเรียนรู้จากโรงงานจริง ไม่ใช่แค่ห้องทดลอง

Rachel Tan ระบุว่า การพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่สามารถอาศัยเพียงเทคโนโลยี AI เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีข้อมูลจากการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม (Application Scenarios) เพื่อให้ระบบเรียนรู้และพัฒนาความสามารถในการทำงานร่วมกับมนุษย์


เธอมองว่า ความร่วมมือระหว่างผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม จะเป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันให้หุ่นยนต์สามารถใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ยังสะท้อนอีกหนึ่งความท้าทายของหลายประเทศในเอเชีย คือการขาดแคลนแรงงานคนรุ่นใหม่ในภาคการผลิต ซึ่งจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการนำ AI และหุ่นยนต์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

ชี้ความร่วมมือไทย–จีน ต้องสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีร่วมกัน

Rachel Tan กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์จะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยการสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกัน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ระหว่างไทยและจีน จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการผลักดัน AI และหุ่นยนต์ไปสู่การใช้งานจริง สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคอุตสาหกรรม และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต


งาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–25 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีนในระยะยาว ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI และระบบอัตโนมัติ

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ